แผลเรื้อรัง . . . ยิ่งปล่อยนานยิ่งอันตราย

    บาดแผลมีทั้งแผลเรื้อรัง และแผลเฉียบพลัน สำหรับแผลเฉียบพลันจะหายได้เร็ว ใช้เวลารักษาไม่นาน แต่สำหรับบาดแผลเรื้อรังจะหายช้าและใช้เวลาในการรักษานานกว่า แน่นอนว่าเป็นใครก็ย่อมเกิดความกังวล หากเป็นแผลแล้วรักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที ซึ่งทางที่ดีนอกจากพบแพทย์แล้ว ต้องหมั่นสังเกตและพยายามดูแลแผลเรื้อรังนั้นให้ดีเพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นอันตรายต่อไปอีกด้วย

แผลเฉียบพลัน VS แผลเรื้อรัง

  • แผลเฉียบพลัน (Acute Wounds) คือ แผลที่เพิ่งเกิดขึ้น แผลสด บาดแผลจะหายเร็ว

  • แผลเรื้อรัง คือ บาดแผลที่ไม่สามารถดำเนินตามขบวนการหายของแผลตามปกติ แผลจะอยู่ในภาวะมีการอักเสบ แต่ไม่มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เรียกว่า แผลเรื้อรัง (Chronic Wounds) รักษาแล้วไม่หายภายใน 4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น

กระบวนการหายของแผล

    กระบวนการหายของแผลเรื้อรังต่างจากแผลเฉียบพลัน เช่น หกล้ม ถลอก โดนมีดบาด กระบวนการหายจะเรียบง่าย

    กระบวนการหายของแผลเฉียบพลันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ 

  • ระยะที่ 1 ห้ามเลือดให้เลือดหยุด 1 – 3 วัน

  • ระยะที่ 2 ระยะของการอักเสบไม่เกิน 1 สัปดาห์

  • ระยะที่ 3 ระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ 2 – 3 สัปดาห์

  • ระยะที่ 4 ระยะปรับสภาพจะอยู่เป็นปี

    สำหรับแผลเรื้อรังในกระบวนการหายของแผลจะอยู่ในช่วงระยะที่ 2 คือ ระยะของการอักเสบแล้วไม่เกิดระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อใหม่ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการรักษาแผลเรื้อรังจึงยากกว่าแผลเฉียบพลัน ต้องแก้ไขให้ก้าวผ่านระยะที่เป็นแผลอักเสบไปสู่ระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ และทำให้แผลหายต่อไป

สาเหตุที่พบบ่อยของแผลเรื้อรัง

  1. แผลเบาหวาน โดยเฉพาะแผลที่เท้า

  2. แผลกดทับ

  3. แผลจากหลอดเลือดดำเสื่อม และหลอดเลือดแดงตีบตัน

  4. แผลจากอุบัติเหตุ ที่ได้รับการดูแลไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก

การดูแลรักษาแผลเรื้อรัง

  1. การรักษาความสะอาดของแผล อาจจะต้องทำความสะอาดแผลเป็นประจำทุกวัน และควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำหรือโดนสิ่งสกปรก เพราะจะทำให้แผลอักเสบติดเชื้อทำให้เกิดอันตรายตามมาได้
  2. สังเกตความผิดปกติของแผล เช่น ถ้าแผลนั้นมีอาการปวด บวม สีผิวเปลี่ยนแปลง มีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้
  3. ตรวจร่างกายเป้นประจำ เพื่อจะได้ทราบว่าเรามีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่ เช่น หากเป็นโรคเบาหวาน ก็ควรระวังการเกิดแผล เพราะหากเป็นแผลแล้วจะมีโอกาสเป็นแผลเรื้อรังรักษาหายได้ยากมากกว่า
  4. หากเป็นแผลแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะหากมัวรักษาเอง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แผลนั้นอาจเกิดการติดเชื้อแล้วลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งหากรักษาไม่ทันก็มีโอกาสเสียชีวิตได้
  5. ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ คนที่มีแผลเรื้อรังควรรับประทานโปรตีนเป็นพิเศษ เพราะเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการสร้างเนื่อเยื่อ และลดโอกาสการติดเชื้ออีกด้วย
  6. ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด เพราะความเครียดจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลกระทบต่อการหายของแผล ทำให้การสร้างเนื้อเยื่อไม่ดีและทำให้เป็นแผลเรื้อรังนั่นเอง
  7. งดสูบบุหรี่ เพราะนอกจากจะส่งผลเสียต่อปอดแล้ว การสูบบุหรี่ยังทำให้เม็ดเลือดแดงนำออกซิเจนไปสู่เซลล์หรือเนื้อเยื่อที่แผลลดน้อยลง ทำให้มีการรวมตัวของเกล็ดเลือดมากกว่าผิดปกติจนทำให้เลือดแข็งจนไหลเวียนไม่ดี และทำให้แผลได้รับสารอาหารไปหล่อเลี้ยงน้อยลง จนเป็นสาเหตุให้แผลหายช้ากว่าปกติ

บทความจาก คุณหมอกฤษดา โดย ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี

การรักษาแผลเรื้อรัง Kowit Clinic By Dr.Krit

-------------------- เคสคนไข้แผลเรื้อรัง นาน 4 ปี รักษาไม่หาย --------------------

แผลเรื้อรังก่อนการรักษา

แผลเรื้อรังหลังการรักษา 1 วัน

แผลเรื้อรังหลังการรักษา 3 วัน

แผลเรื้อรังหลังการรักษา 1 สัปดาห์

แผลเรื้อรังหลังการรักษา 2 เดือน

ติดต่อเรา

Opening hours 8 am - 8 pm

We are closed every Wednesday

เปิดบริการ 8.30 น. - 20.00 น. ปิดทุกวันพุธ

  • Facebook
  • 300px-LINE_logo.svg
  • YouTube
  • Instagram

. . . KOWIT CLINIC GROUP . . .

ติดต่ออสอบถามเพิ่มเติม

ลงทะเบียนรับส่วนลด ทางคลินิกจะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด

©2018 by Kowit Cosmetic Surgery Clinic By Dr.Krit.